Healthy Hc

คำแนะนำในการป้องกันโรคไมเกรนกำเริบ 8 ข้อดังต่อไปนี้
(1). กินอาหารให้ตรงเวลา · การกินอาหารไม่ตรงเวลา หรืองดอาหารเป็นบางมื้ออาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ (hypoglycemia) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้น (trigger) สำคัญที่ทำให้อาการปวดหัวกำเริบ …
(2). ลดขนม-น้ำตาล · การกินขนม อาหารหวานมากๆ เครื่องดื่มเติมน้ำตาล หรือลูกอมอาจทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นเร็วและลงเร็ว ผลที่ตามมาคือ ระดับน้ำตาลในเลือดจะขึ้นๆ ลงๆ โดยเฉพาะ “ขาลง” นั้นมีส่วนกระตุ้นอาการปวดหัวได้ (ทำไมขึ้นๆ ลงๆ คล้ายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ก็ไม่ทราบ) …
(3). ไม่ดื่มเหล้า · เหล้า เบียร์ ไวน์ และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีส่วนกระตุ้นทำให้ปวดหัวไมเกรนเพิ่มขึ้นได้ กลไกอาจเป็นจากการที่หลอดเลือดเต้นแรงขึ้น (ขยายตัว-หดตัวมากขึ้น) ในช่วงแรก และระดับน้ำตาลในเลือดมักจะต่ำลงในเวลาต่อมา (แอลกอฮอล์มีพิษต่อตับ ไปกดการสร้างน้ำตาลจากแป้งในตับ) …
(4). ปรึกษาหมอ · ปรึกษาหมอใกล้บ้านดูว่า มีเวลาปวดหัวขึ้นมา… ควรทำอย่างไร เช่น ควรกินยาอะไรบ้าง ขนาดเท่าไร ฯลฯ · ถ้าเป็นบ่อยตั้งแต่ 2 ครั้งต่อสัปดาห์… ควรปรึกษาหมอว่า จะใช้ยาป้องกันอาการปวดได้หรือไม่ …
(5). เตรียมยา · เตรียมยาแก้ปวดไว้ประจำบ้าน… อย่าปล่อยให้ยาหมด ให้เตรียมยาไว้อย่างน้อย 2-4 เม็ดเผื่อไว้เลย · ถ้าเดินทางบ่อย… ให้ทำรายการเช็คของใช้ (checklist) ที่รวมยาไว้เสมอ หรือติดป้ายเตือนที่ประตูบ้านว่า อย่าลืมนำยาไปด้วย · ถ้าขับรถบ่อยง.. ให้เตรียมยาไว้ในรถ …
(6). อย่าเปลี่ยนเวลานอน · การเปลี่ยนเวลานอน เช่น วันนี้นอนหัวค่ำ พรุ่งนี้นอนดึก ฯลฯ อาจกระตุ้นไมเกรนได้ …
(7). นอนให้พอ · ภาวะอดนอนมีส่วนกระตุ้นไมเกรน เพราะฉะนั้นถ้าจำเป็นต้องเดินทางไกลข้ามคืน เช่น นั่งรถไฟ รถทัวร์ ฯลฯ ควรลงทุนเดินทางกลางวัน หรือเลือกเดินทางแบบไม่รีบร้อน เพื่อให้มีเวลานอนชดเชยมากพอ …
(8). สังเกตอาการ · ควรสังเกตอาการนำ (aura) หรืออาการของโรคระยะแรกๆ ว่า เป็นอย่างไร เนื่องจากการรักษาโรคในระยะแรกๆ ได้ผลดีกว่าการรักษาหลังเป็นโรคนานๆ · ช่วงไหนที่เป็นโรคบ่อย… ควรหลีกเลี่ยงงานเลี้ยง งานสังสันทน์พบปะคนจำนวนมาก หรืองานที่มีเสียงดังๆ เช่น งานแสดงดนตรี ฯลฯ เพื่อลดความเครียดที่อาจทำให้โรคกำเริบได้ …
(9). แบ่งงาน · การรับงานหรือภาระต่างๆ ไว้คนเดียวมากๆ โดยเฉพาะท่านที่เป็นแม่บ้านคงจะไม่ดี ทางที่ปลอดภัยกว่าคือ แบ่งงานให้คนอื่น หรือขอความช่วยเหลือคนอื่นให้รับงานไปบ้าง เช่น ถ้าทำกับข้าว ควรฝึกให้ลูกๆ หลานๆ ช่วยล้างจาน ถูพื้น ล้างรถ ฯลฯ · ถ้าทำงานที่มีเวรหรืองานล่วงเวลาก็ไม่ควรรับงานมากเกิน เนื่องจากถ้าร่างกายอ่อนเพลียมากเกินแล้ว จะปวดหัวได้ง่าย …
(10). พูดคำว่า ไม่” ให้เป็น · คนที่พูดคำว่า “ไม่” ไม่เป็น อะไรๆ ก็ “รับ” เข้ามาหมด เช่น ใครมอบงานอะไรให้ก็รับหมด ใครขออะไรก็ให้หมด ฯลฯ แบบนี้ชีวิตอาจจะหาเวลาให้กับตัวเองไม่ได้เลย ทำให้เครียด และปวดหัวง่าย … · ธรรมดาของคนใจดีนั้น… มักจะตกเป็นเหยื่อของคน “ขี้ขอ” หรือคนมักมาก ทำให้คนใจดีหรือคนที่มีน้ำใจลำบากบ่อยมากๆ · ทางที่ดีคือ ควรหัดปฏิเสธ หรือพูดคำว่า “ไม่” ให้เป็น เพื่อไม่ให้พวกคนมักมากหรือคนขี้ขอมาเบียดเบียนจนปวดหัวบ่อยเกิน …
(11). แบ่งเวลา · ญี่ปุ่นมีภาษิตหนึ่งกล่าวว่า “เจ็บป่วยเล็กน้อย อายุยืน” หมายถึงว่า ถ้าเราเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ แล้ว หันมาศึกษาหาความรู้ ใส่ใจกับสุขภาพให้มาก แบบนี้จะพลิกวิกฤตให้กลายเป็นโอกาส และอาจทำให้อายุยืนยาวอย่างมีคุณภาพได้ · การให้เวลากับคนอื่นนั้นดี ทว่า… ควรหาเวลาให้กับตัวเอง เพื่อทำอะไรที่เราชอบ หรือพักผ่อนสบายๆ สไตล์เราบ้าง เพื่อลดความเครียด ซึ่งอาจกระตุ้นไมเกรนได้เช่นกัน คัดจาก บ้านสุขภาพ- น.พ.วัลลภ พรเรืองวงศ์

6 วิธีเพิ่มน้ำหนัก อย่างมีสุขภาพดี

อาหาร

แม้ส่วนใหญ่คนที่มีน้ำหนักเกินมักคิดว่าตัวเองมีปัญหาสุขภาพมากกว่าคนรูปร่างผอม บ้างก็แอบอิจฉาคนผอมที่กินเท่าไหร่ก็ไม่อ้วนเลยสักที แต่แท้จริงแล้วการมีน้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐาน บางครั้งก็แสดงถึงปัญหาสุขภาพบางอย่าง เช่น การทำงานของฮอร์โมนผิดปกติ ซึ่งควรตรวจหาสาเหตุที่แท้จริง

แต่สำหรับคนที่น้ำหนักน้อยตามธรรมชาติของร่างกาย และอยากมีน้ำมีนวลมากขึ้นกว่าเดิม เรามีวิธีเพิ่มน้ำหนักอย่างมีสุขภาพดีมาฝากค่ะ

 แบ่งมื้ออาหารให้ถี่ขึ้น แทนที่จะกินอาหาร 3 มื้อหลัก ให้แบ่งเป็น 5 -6 มื้อต่อวัน
 เลือกกินคาร์โบไฮเดรตคุณภาพมากขึ้น เช่น ข้าวกล้อง ธัญพืชต่างๆ ขนมปังโฮลวีต หรือคาร์โบไฮเดรตจากผัก ผลไม้ อย่างข้าวโพด เผือก หรือมันอบ
 เน้นโปรตีนจากเนื้อปลามากขึ้น โดยเฉพาะปลานึ่ง
 ระหว่างมื้อให้วางของขบเคี้ยวไว้ใกล้มือ เช่น มิกซนัท ผลไม้แห้ง อย่างลูกเกด ถั่วหรือ ธัญพืชอบต่างๆ
 ดื่มน้ำผลไม้ เป็นประจำทุกวันโดยเลือกผลไม้ที่ไม่หวานจนเกินไป วิธีนี้ช่วยเพิ่มแคลอรี่อีกทางหนึ่ง
 ออกกำลังกายด้วยการยกน้ำหนัก เพราะช่วยสร้างกล้ามเนื้อแต่ไม่แนะนำให้ออกกำลังกาย แบบแอโรบิค เพราะวิธีนี้เหมาะกับการลดน้ำหนักมากกว่า

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก

ข้อปฏิบัติที่ผิดพลาด 10 ข้อสำหรับการรับประทานอาหาร สำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก 
1. เลือกรับประทานแต่อาหารที่ชอบ การเลือกรับประทาน แต่ที่ชอบโดยไม่ระมัดระวัง จะทำให้ รับประทานอาหารนั้นต่อไปได้เรื่อย จนลืมว่าเราต้องการลดน้ำหนัก
2. อดอาหารมากเกินไป หากมัวเข้มงวดในการควบคุม แคลอรี่ในร่างกายมากเกินไป ก็จะยิ่งเป็นการกระตุ้น ให้ร่างกายเกิดความหิว และอยากอาหารมากขึ้น ซึ่งอาจจะทำให้การลดน้ำหนักไม่ได้ผล
3. ไม่มีจุดยืนหรือเป้าหมายที่แน่ชัด หากอยากลดน้ำหนัก ด้วยการควบคุมอาหาร ก็ควรตั้งเป้าหมายไว้ เช่น เขียนไว้ในบันทึกว่า จะลดน้ำหนักลงเท่าไร อย่างไร และกระทำตามนั้น แต่เป้าหมายดังกล่าว ต้องเป็นเป้าหมายที่เราทำได้ด้วย
4. ดื่มเครื่องดื่มที่มี แคลอรีสูง การดื่มไวน์แดง ร่วมกับการรับประทานอาหารค่ำ การดื่มนมไร้ไขมัน หรือน้ำผลไม้ระหว่างวัน ก็ให้แคลอรีสูง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการลดน้ำหนัก ดังนั้น ผู้ที่ลดน้ำหนัก จึงควรดื่มน้ำเปล่าดีกว่า หรืออาจจะเป็นน้ำมะนาวก็ได้
5. ไม่ยอมออกกำลังกาย ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก จะต้องจำไว้ว่า สิ่งสำคัญในการลดน้ำหนักให้ได้ผล คือ ต้องเพิ่มจำนวนแคลอรี่ที่ใช้ในร่างกาย ซึ่งการบริหารร่างกาย จะมีส่วนช่วยให้เกิดการใช้แคลอรี่มากขึ้น
6. ความเครียด เป็นอุปสรรคสำคัญของการลดน้ำหนัก บางคนลดไม่ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ และเครียดจัด อาจกลับมารับประทานอาหารมากขึ้น
7. ให้รางวัลกับตนเองด้วยอาหาร บางคนลืมตัวไปว่ากำลังควบคุมอาหาร พอเห็นว่าแผนลดน้ำหนักเริ่มได้ผล ก็เริ่มรับประทานอาหารมากขึ้น นักวิจัยบอกว่า น่าจะให้รางวัล โดยการลดอาหารดูบ้าง
8. การเลี่ยนแปลงตนเองมากเกินไป เหตุผลอีกประการหนึ่ง ที่ทำให้การลดน้ำหนักไม่ได้ผล คือการเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกสิ่งทุกอย่าง มากเกินไปในเวลาเดียวกัน เช่น เป็นคนชอบรับประทานเนื้อสัตว์มากๆ แต่หันมาเปลี่ยนเป็นมังสวิรัติในเวลาอันสั้น
9. ไม่ยอมเปลี่ยนความคิดใหม่ ควรคิดอยู่เสมอว่า การลดน้ำหนักเพื่อทำให้สุขภาพดี ทำให้เราอยากเปลี่ยนพฤติกรรมตนเอง
10. ทำตัวแบบเดิม บางคนไม่ยอมเปลี่ยนแปลงอาหารการกิน หรือเปลี่ยนแปลงการทำกิจกรรม ถ้าลองเปลี่ยนแปลงแปลงอาหารการกิน การทำกิจกรรม และการดำเนินชีวิตดูบ้าง ก็จะสามารถรักษารูปร่าง และสุขภาพของตนเองไว้ได้

โดย ภญ. อ. กรัณฑ์รัตน์ ทิวถนอม ภาควิชาเภสัชกรรม คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร
แหล่งข้อมูล : คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร – http://www.pharm.su.ac.th

ทำไมต้องให้ความสำคัญกับความอ้วนด้วย ความอ้วน หรือภาวะอ้วน เป็นปัจจัยเสี่ยงทำให้เกิดโรคต่างๆ ตามมาได้มากมาย เช่น ผลต่อสุขภาพ มีการศึกษาจนมีหลักฐานแน่ชัดว่า ความอ้วนทำให้อัตราการเกิดโรค ในระบบต่างๆ มากขึ้น ได้แก่
1. ความดันโลหิตสูง
2. เบาหวาน หรือในคนไข้ที่เป็นเบาหวานอยู่แล้ว ความอ้วนจะทำให้เกิดภาวะดื้อต่ออินซูลินฮอร์โมนได้ ข้อ (1.) และ (2.) เกี่ยวพันโดยตรงกับ อายุที่มากขึ้น และน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น
3. ภาวะเส้นเลือดแข็งตัว (ATHEROSCLEROSIS) อัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือดเลี้ยงหัวใจตีบ จะสูงขึ้นทั้งในเพศชายและในเพศหญิงวัยกลางคน ที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น
4. โรคนิ่วในถุงน้ำดี และการที่มีไขมันแทรกในตับ
5. ระบบทางเดินหายใจ การทำงานของปอดจะลดลง บางครั้งถึงกับมีภาวะการหายใจลดลง ทำให้มีก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คั่งในปอด ในคนที่อ้วนมากๆ ทำให้เหนื่อยง่าย ง่วงนอนอยู่ตลอดเวลา
6. โรคข้อเสื่อม และโรคข้ออักเสบเก๊าท์ จะมีอุบัติการณ์เพิ่มสูงมากในทั้ง 2 เพศ
7. อุบัติการณ์การเกิดมะเร็งบางอย่าง จะสูงขึ้น เช่น มะเร็งลำไส้ มะเร็งของถุงน้ำดี และมะเร็งเยื่อบุมดลูก เป็นต้น ผลต่อบุคคลิกภาพ ความสวยงาม และการยอมรับของสังคม คนที่อ้วนมากๆ จะถูกมองว่ารับประทานเก่ง ไม่สนใจดูแลตัวเอง อาจถูกล้อเลียนได้บ่อย ทั้งหมดที่กล่าวมา พอจะเป็นเหตุผลว่า ทำไมจึงไม่ควรปล่อยให้ตนเอง มีภาวะอ้วนเกิดขึ้น

เมื่อไรถึงจะเรียกว่า อ้วน หรือมีภาวะอ้วน
            ในปัจจุบัน เราใช้ Body Mass Index (BMI) เป็นตัวบอกว่า บุคคลนั้นเกิดภาวะอ้วน จนกระทั่งจะทำให้เกิดโรคได้หรือยัง
วิธีการคำนวน BMI = น้ำหนักตัว (เป็นกิโลกรัม)/(ส่วนสูงเป็นเมตร)2

ค่าปกติของเพศหญิง BMI อยู่ระหว่าง 19 – 24
เพศชาย BMI อยู่ระหว่าง 20 – 25   
ความอ้วนมีสาเหตุมาจากอะไรได้บ้าง 99% ของภาวะอ้วน ไม่ทราบสาเหตุ 1% ของภาวะอ้วน เกิดจากโรค เช่น โรคทางต่อมไร้ท่อบางอย่าง หรือยาบางอย่าง ที่ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น ได้แก่ ยารักษาโรคเบาหวาน ยาคุมกำเนิด ยารักษาโรคภูมิแพ้ ยาทางด้านจิตประสาท 99% ที่บอกว่าไม่ทราบสาเหตุนั้น แท้จริงแล้วคือ หาสาเหตุที่แน่นอน หรือโรคทางด้านร่างกายไม่ได้ แต่อาจอธิบายได้จาก กรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม จากการสังเกตและศึกษาพบว่า กรรมพันธุ์เรื่องอ้วน มีส่วนทำให้เกิดภาวะอ้วนได้ ส่วนสิ่งแวดล้อม เช่น พื้นฐานทางด้านวัฒนธรรม นิสัยการบริโภคอาหาร หรือชนิดและปริมาณไขมันในอาหาร ที่ได้รับอยู่ประจำ การดำรงชีวิต ลักษณะของกิจกรรมในการดำรงชีวิต มีผลทำให้เกิดภาวะอ้วนขึ้นได้ สรุปง่ายๆ ก็คือ ถ้าไม่มีโรคที่ทำให้เกิดภาวะอ้วนเกิดขึ้นแล้ว การที่คนเราจะอ้วนได้ง่าย ก็เนื่องจากมีกรรมพันธุ์อยู่แล้ว หรือความไม่สมดุลกัน ระหว่างพลังงานที่ได้รับเข้าไป กับพลังงานที่ใช้ ถ้าพลังงานที่ได้รับ (รับประทานเข้าไป) มากกว่าพลังงานที่ใช้ (ในการทำงานและการออกกำลังกาย) จะทำให้พลังงานเหลือ สะสมในรูปของไขมัน

การรักษาภาวะอ้วน
• ต้องมีจิตสำนึกที่ดีว่า ไม่ควรจะปล่อยให้มีความอ้วนเกิดขึ้น และมีความตั้งใจแน่วแน่ ที่จะคอยคุมน้ำหนัก อย่าปล่อยตัวเองให้เป็นทาส ของความอยากอาหาร พึงระลึกไว้เสมอ กินเพื่ออยู่ เพื่อสุขภาพ ไม่ใช่อยู่เพื่อกินไปเรื่อยๆ จนอาจจะเกิดโรคขึ้นได้
• ควบคุมอาหาร หรือเปลี่ยนลักษณะของอาหารที่รับประทาน ไม่ใช่อดอาหาร ควรรับประทานที่มีเส้นใยมากๆ เช่น ผลไม้บางอย่าง ลดอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล ไขมัน ปริมาณอาหารที่รับประทาน ก็ควรจะเหมาะสมกับพลังงานที่ใช้ อย่ารับประทานจุกจิก ถ้าอดไม่ได้ ให้เลือกรับประทานผลไม้ ที่มีเส้นใยมากๆ เช่น ฝรั่งหรือแอปเปิ้ล
• ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ (ถ้าได้เริ่มต้นทำแล้ว ควรจะทำต่อไปเรื่อยๆ อย่างน้อยประมาณ 15 นาที ถึง ครึ่งชั่วโมง ในแต่ละวัน)
• การใช้ยาลดความอ้วน ควรปรึกษาแพทย์ และอยู่ในความดูแลของแพทย์ เพราะยาทุกอย่างมีผลข้างเคียงได้
• โรคบางอย่าง เช่นเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือโรคข้อเสื่อม นั้น การลดน้ำหนักตัวลงมา จะทำให้โรคดีขึ้น หรือง่ายที่จะควบคุมด้วยยาปริมาณน้อย บางครั้งจึงจำเป็นที่จะต้องใช้ยาลดความอ้วน เพื่อเป็นการเริ่มต้นในการลดน้ำหนัก

นายแพทย์พูนศักดิ์ เลาหชวลิต แผนกอายุรกรรม
แหล่งข้อมูล : วารสารโรงพยาบาลรามคำแหง ฉบับที่ 5 – http://www.ram-hosp.co.th/books

ทั้ง 3 รูปนี้เป็นโรคเดียวกันค่ะ

วิธีการรักษาคอเคล็ด

คอเคล็ด
1.เริ่มต้นจาก บีบนวดคลายกล้ามเนื้อลงบนแนวของกล้ามเนื้อที่รู้สึกปวดเมื่อย หรือนอนราบ เพื่อให้กล้ามเนื้อคอได้พัก
2.ใช้กระเป๋าน้ำร้อนหรือผ้าชุบน้ำอุ่น ประคบบริเวณกล้ามเนื้อต้นคอที่เคล็ด ทิ้งไว้ประมาณ 20-30 นาที แล้วนวดเบาๆตรงบริเวณคอ เพื่อให้กล้ามเนื้อคลายตัว
3.ใช้มือช่วยดัน ศีรษะไปในทิศทางที่เกิดอาการตึงช้าๆ จนรู้สึกตึงเล็กน้อย ดันค้างไว้ประมาณ 10-15 วินาที ทำซ้ำ 5-10 ครั้ง จนรู้สึกว่าอาการทุเลาลง
4.รับประทาน ยาจำพวกคลายกล้ามเนื้อ

โรคเวียนศรีษะนั้นเป็นโรคที่พบได้บ่อยมาก เชื่อได้ว่าน่าจะไม่มีใครบนโลกนี้ ที่ไม่เคยมีอาการเวียนหัวเลยสักครั้งในชีวิต เป็นโรคที่พบได้ทุกเพศทุกวัย แต่วัยที่พบได้มากคือวัยผู้สูงอายุ มีสาเหตุอยู่หลายอย่างครับ เรามีหลักในการจำแนกสาเหตุของโรคง่ายๆได้ดังต่อไปนี้
1. แยกให้ได้ก่อนว่าเป็น มึนเวียนหัวแท้ (True Vertigo) หรือ มึนเวียนหัวเทียม (False Vertigo) วิธีแยกง่ายๆก็คือการมีประวัติอาการดังต่อไปนี้ครับ ถ้ามีอาการมึนนั้นมีอาการ เวียนหัวแบบมีบ้านหมุน หรืออาการโครงเครงหรือมีการเสียการทรงตัวด้วย หรือ คนไข้บอกว่ามีอาการเหมือนคนเมา หรือนั่งในเรือโครงๆ หรือมีอาการเสียงดังในหู (Tinitus) แบบนี้เป็นอาการ มึนเวียนหัวแท้ (True Vertigo) ถ้าไม่มีอาการแบบข้างบนเช่นมีแค่มึนๆ ตื้อๆ ปวดๆ ไม่มีอาการเวียนหัวบ้านหมุนร่วมด้วย แบบนี้มักเป็นอาการ มึนเวียนหัวเทียม (False Vertigo) สาเหตุมักเกิดจากความเครียด นอนน้อย หรือโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูงหรือต่ำ ฯลฯ
2. เมื่อแยกได้แล้วว่าเป็น มึนเวียนหัวแท้(True Vertigo) ก็มาแยกว่าเป็นอาการ มึนเวียนที่มีสาเหตุมาจากหูส่วนใน (Peripheral vertigo) หรือ อาการมึนเวียนที่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติที่สมอง (Central Vertigo) อาการมึนเวียนที่มีสาเหตุมาจากหูส่วนใน (Peripheral vertigo) พบได้มากประมาณมากกว่า 90% ของ มึนเวียนหัวแท้ (True Vertigo) ทั้งหมด สาเหตุของปัญหาเกิดจากหูส่วนใน ถ้ามีอาการ เสียงดังในหู จะช่วยบ่งชี้ชัดว่าเป็น มึนเวียนที่มีสาเหตุมาจากหูส่วนใน (Peripheral vertigo) อาการชนิดนี้พบมากที่สุดของอาการมึนเวียนหัวแท้ทั้งหมด (แต่น้อยรายที่จะมีอาการบอกว่ามี เสียงดังในหู) อาการมึนเวียนที่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติที่สมอง (Central Vertigo) พบน้อยกว่าแต่รุนแรงกว่ามาก เพราะสาเหตุเกิดความผิดปกติที่สมอง เช่น สมองขาดเลือดเฉียบพลัน สิ่งที่บ่งชี้ว่าเป็นชนิดนี้คือ มีอาการผิดปกติทางระบบประสาท เช่น มีแขนขาอ่อนแรงเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต (แต่ไม่เสมอไปไม่ต้องมีก็ได้) ถ้ามีอาการรุนแรง และดูแย่กว่าเวียนหัวทั่วๆ ไป หรือเมื่อได้รับการรักษาแบบมึนเวียนที่มีสาเหตุมาจากหูส่วนใน (Peripheral vertigo) แล้ว อาการไม่ดีขึ้นเท่าที่ควร ต้องไม่ลืมนึกถึงอาการมึนเวียนที่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติที่สมอง

การรักษา
1. ถ้าเป็น มึนเวียนที่มีสาเหตุมาจากหูส่วนใน การรักษาแค่รับประทานยา (ควรปรึกษาแพทย์ว่าควรทานยาอะไร) หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้อาการมากขึ้นเช่น การพักผ่อนน้อย การทำอะไรก้มๆ เงยๆ ตัวอย่างของยาที่ใช้กันบ่อยๆ ในการรักษาภาวะเวียนหัวคือ •Dramamine •Stugeron •Sibelium •Merislon •Duxaril ฯลฯ
2. ถ้าเป็น อาการมึนเวียนที่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติที่สมอง ควรต้องทำการสแกนสมอง แล้วควรรักษากับแพทย์ทางระบบประสาท
3. ถ้าเป็น อาการมึนเวียนที่ไม่ใช่ Vertigo ก็ควรแก้ตามแต่สาเหตุนั้นๆ เช่น •ถ้าเครียด ก็แก้ความเครียด •ถ้าความดันต่ำหรือสูง ควบคุมความดันโลหิตให้อยู่ในระดับปกติ •ถ้าพักผ่อนน้อย ก็ควรพักผ่อนให้เพียงพอ •เป็นโรคหัวใจควรรักษาโรคหัวใจนั้น ถ้าท่านไม่แน่ใจว่าจะตัวเองเป็นประเภทไหนต้องทำตัวอย่างไร ก็ไปพบแพทย์ใกล้บ้านท่านเพื่อรับคำปรึกษานะครับ